Advertisement

Gemar Membaca, Perkaya Minda — Mula membaca hari ini

เตือนภัยกลโกงหมoผีลวงโลก! แม่บ้านวัย 70 สูญเงินกว่า 3 แสนริงกิตเพราะความรักลูก

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด แต่ทว่า มิจฉาชีพบางกลุ่มก็ยังคงใช้"ความเชื่อโบราณ"และความกลัวจิตวิทยาขั้นพื้นฐานมาเป็นเครื่องมือในการหากินได้อย่างแนบเนียน เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในเมืองซีบู (Sibu) ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญที่สะเทือนใจผู้คนในสังคม เมื่อคุณยายวัย 70 ปีรายหนึ่งต้องสูญเงินเก็บทั้งชีวิตร่วม 317,000 ริงกิต (หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 2.4 ล้านบาท) ให้กับแก๊งต้มตุ๋นที่อ้างตัวว่าเป็นหมอผีรักษาโรคและทำพิธีสะเดาะเคราะห์

เจาะลึกเบื้องหลังกลโกง: เมื่อ "ความรักของแม่" กลายเป็นจุดอ่อน

สำหรับบทความรีวิวและเตือนภัยชิ้นนี้ เราจะพาทุกท่านไปถอดรหัสพฤติกรรมของแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ ว่าเหตุใดคุณยายวัยเกษียณจึงตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย และเหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาอะไรในสังคมปัจจุบันบ้าง

จุดเริ่มต้นของฝันร้าย: คำพยากรณ์ลวงโลก

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณยายผู้เสียหาย (ขอสงวนนาม) ได้พบกับกลุ่มบุคคลแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งที่เข้ามาตีสนิท โดยกลุ่มคนเหล่านี้ใช้จิตวิทยาเชิงลบในการหว่านล้อม ทักท้วง และสร้างความหวาดกลัวว่า "ลูกหลานในครอบครัวกำลังจะประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ถึงขั้นเสียชีวิต"

สำหรับคนเป็นแม่ ความปลอดภัยของลูกคือสิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คำขู่ดังกล่าวจึงเข้าเป้าและทำลายความมั่นคงทางจิตใจของคุณยายอย่างราบคาบ เมื่อความกลัวเข้าครอบงำ สติสัมปชัญญะในการคิดวิเคราะห์ย่อมลดลง ซึ่งเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่มิจฉาชีพรอคอย

พิธีกรรมล้างซวยและตัวเลข 317,000 ริงกิตที่หายวับไปกับตา

เมื่อเหยื่อติดเบ็ดแล้ว แก๊งต้มตุ๋นจึงเสนอทางออกด้วยการอ้างว่า มีวิธีแก้เคราะห์กรรม ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และสะเดาะเคราะห์ให้แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ โดยอ้างว่าต้องนำเงินสดและทรัพย์สินมีค่ามาทำพิธี "ชำระล้างพลังงานด้านลบ" หรือทำพิธีทางไสยศาสตร์

ด้วยความรักและความเป็นห่วงลูก คุณยายจึงยอมควักเงินเก็บก้อนสุดท้ายในชีวิต ทยอยมอบเงินรวมมูลค่าสูงถึง 317,000 ริงกิต ให้กับกลุ่มคนร้ายไปอย่างไร้เดียงสา จนกระทั่งมารู้ตัวอีกทีว่าถูกหลอกเมื่อกลุ่มคนร้ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย

ทำไมมิจฉาชีพถึงยังใช้มุก "หมอผีทำพิธี" ได้ผลในยุค 2026?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในยุคที่ข่าวสารเรื่องการหลอกลวงมีให้เห็นอยู่ทุกวัน ทำไมยังมีคนหลงเชื่อกลโกงโบราณแบบนี้อีก? นี่คือประเด็นที่เราควรวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง:

  • ความเปราะบางทางจิตใจของผู้สูงอายุ: ผู้สูงวัยหลายคนอาศัยอยู่ลำพัง ขาดที่ปรึกษา หรือมีความกังวลสูงเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกหลาน ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพที่เข้ามาทำทีเป็นผู้หวังดีสามารถเข้าถึงและครอบงำความคิดได้ง่าย
  • ความกลัวและการสร้างความเร่งรีบ (Urgency): การขู่เรื่องความเป็นความตายหรืออุบัติเหตุของคนในครอบครัว ทำให้เหยื่อไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือปรึกษาคนรอบข้าง ต้องตัดสินใจทันที
  • ความน่าเชื่อถือปลอมๆ: คนร้ายมักมีการแต่งกาย ท่าทาง หรือใช้วาทศิลป์ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำทีเป็นผู้มีวิชาอาคม เพื่อสร้างความฮึกเหิมและศรัทธาจอมปลอม

บทเรียนราคาแพงและการป้องกันภัยใกล้ตัว

เหตุการณ์ความสูญเสียของคุณยายวัย 70 ปีที่ซีบูนี้ ไม่ใช่เคสแรกและคงไม่ใช่เคสสุดท้ายหากเราไม่ช่วยกันเฝ้าระวัง สิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่เรารักตกเป็นเหยื่อ มีดังนี้ครับ:

1. พูดคุยและสร้างความตระหนักรู้กับผู้สูงอายุในบ้าน

ลูกหลานควรหมั่นพูดคุยและเตือนภัยผู้สูงอายุเสมอว่า หากมีคนแปลกหน้าเข้ามาทักเรื่องเคราะห์กรรม เรื่องร้ายแรงเกี่ยวกับคนในครอบครัว หรือชักชวนให้เอาเงินไปทำพิธี ห้ามหลงเชื่อเด็ดขาด ให้รีบปรึกษาคนในครอบครัวทันที

2. ใช้หลัก "หยุด คิด ถาม" ก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน

เงินเก็บก้อนใหญ่ไม่ควรถูกเคลื่อนย้ายหรือมอบให้ใครง่ายๆ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม หากมีความเกี่ยวข้องกับเงินทอง ต้องตั้งสติและปรึกษาบุคคลที่ไว้ใจได้หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียก่อน

สรุปส่งท้าย

ความรักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ แต่มิจฉาชีพมักจะใช้จุดนี้มาเป็นช่องทางในการทำร้ายจิตใจและทรัพย์สิน การสูญเงินกว่า 317,000 ริงกิตในครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสังคมครั้งใหญ่ว่า "สติและความใส่ใจจากคนรอบข้าง" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการปกป้องผู้สูงอายุจากเงื้อมมือของภัยสังคมในคราบหมอผีลวงโลกเหล่านี้

Post a Comment

0 Comments